ตรวจภายใน vs อัลตราซาวด์ มดลูกและรังไข่ ต่างกันยังไง? มีอาการแบบไหนที่ต้องตรวจ
ศูนย์ : ศูนย์สุขภาพสตรี
บทความโดย : พญ. จุฑาภรณ์ อุทัยแสน
ผู้หญิงหลายคนเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือนรุนแรง ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น คัน หรือแม้แต่มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ สิ่งแรกที่มักจะทำคือการรีรอให้หายไปเอง แต่รู้หรือไม่ว่าการปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้โรคร้ายแรงลุกลามได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการเข้าพบสูตินรีแพทย์ แต่คำถามที่ตามมาและสร้างความสับสนให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คือ "เราควรเลือกตรวจภายในหรือตรวจอัลตราซาวด์ดี?" และทั้งสองวิธีนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกและไขข้อข้องใจ เพื่อให้คุณสามารถเตรียมตัวและเลือกรับการตรวจได้อย่างเหมาะสม
สารบัญ
ตรวจภายใน คืออะไร? ตรวจอะไรได้บ้างและเหมาะกับใคร
การตรวจภายใน (Pelvic Examination) คือ วิธีการตรวจทางสูตินรีเวชที่แพทย์จะใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว สอดเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อดูพยาธิสภาพและรอยโรคภายในช่องคลอดโดยตรง
สิ่งที่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจภายใน
- ช่องคลอดและปากมดลูก แพทย์จะตรวจดูว่ามีรอยโรค ติ่งเนื้อ หรือมีการอักเสบติดเชื้อเกิดขึ้นหรือไม่
- ภาวะตกขาวผิดปกติ สามารถเก็บตัวอย่างตกขาวเพื่อนำไปส่องกล้องหรือเพาะเชื้อหาสิ่งผิดปกติ เช่น เชื้อรา หรือแบคทีเรีย
- มดลูกและรังไข่ แพทย์จะทำการใช้นิ้วมือคลำตรวจเพื่อหาภาวะมดลูกโต ก้อนเนื้องอก หรือภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน
- มะเร็งปากมดลูก สามารถทำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ไปพร้อมกันได้
ตรวจภายในเหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีอาการตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น หรือมีอาการคันช่องคลอด
- ผู้ที่มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ที่ต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ตามรอบปี
- ผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อย และสงสัยว่าอาจมีการอักเสบติดเชื้อของมดลูกหรือปีกมดลูก
ข้อจำกัดของการตรวจภายใน
หากผู้ป่วยมีก้อนเนื้องอกมดลูกหรือถุงน้ำรังไข่ (ซีสต์) ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ (ต่ำกว่า 4-5 เซนติเมตร) การใช้นิ้วมือคลำตรวจอาจจะไม่พบ ซึ่งในกรณีนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการอัลตราซาวด์เข้ามาช่วยวินิจฉัยเพิ่มเติม
อัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ คืออะไร? มีกี่แบบและตรวจอะไรได้บ้าง
การอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ (Pelvic Ultrasound) คือ การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงส่งผ่านเข้าไปในร่างกาย เพื่อสร้างภาพจำลองของอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานขึ้นมาบนหน้าจอ ทำให้เห็นโครงสร้างของมดลูกและรังไข่ได้อย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้
1. อัลตราซาวด์ทางหน้าท้อง (Transabdominal Ultrasound) เป็นการใช้หัวตรวจกดและเลื่อนบริเวณหน้าท้องภายนอก โดยก่อนเข้ารับการตรวจ คนไข้จำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณมากและต้องกลั้นปัสสาวะให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวเต็มที่ เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะช่วยดันมดลูกและรังไข่ขึ้นมา ทำให้แพทย์มองเห็นภาพอวัยวะภายในผ่านหน้าท้องได้อย่างชัดเจน
2. อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) แพทย์จะใช้หัวตรวจขนาดเล็กที่มีรูปทรงเฉพาะ สอดผ่านเข้าไปในช่องคลอดเบา ๆ วิธีนี้จะให้ภาพที่คมชัดและละเอียดกว่าการตรวจทางหน้าท้องอย่างมาก ก่อนตรวจคนไข้ต้องปัสสาวะออกให้หมดก่อนตรวจ เพื่อไม่ให้กระเพาะปัสสาวะมาบดบังมดลูกและรังไข่ สามารถตรวจหาความผิดปกติได้อย่างละเอียด เช่น ถุงน้ำรังไข่ (ซีสต์) เนื้องอกรังไข่ เนื้องอกในมดลูก ความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก หรือก้อนเนื้อต่าง ๆ ภายในอุ้งเชิงกราน หรือคนที่มีข้อจำกัดไม่สามารถอัลตราซาวด์ช่องคลอดได้ สามารถใช้เครื่องมือการตรวจนี้ทางช่องทวารหนักได้ เห็นภาพชัดเจนให้ผลเหมือนอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด
อัลตราซาวด์เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีเนื้องอกมดลูกหรือถุงน้ำรังไข่
- ผู้ที่มีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง หรือปวดประจำเดือนมากผิดปกติเรื้อรัง
- ผู้ที่ต้องการตรวจเช็กความผิดปกติของมดลูก หรือติดตามภาวะมีบุตรยาก
ข้อจำกัดของการอัลตราซาวด์
คลื่นเสียงความถี่สูงไม่สามารถส่องดูรอยโรค ติ่งเนื้อ หรือการอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณผิวช่องคลอดและปากมดลูกได้ ดังนั้น หากคุณมีภาวะติดเชื้อในช่องคลอดหรือเป็นมะเร็งปากมดลูก การทำอัลตราซาวด์มดลูกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเหล่านี้
วิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ
เพื่อความแม่นยำที่สุดเพื่อให้ผลการตรวจออกมาถูกต้องและแม่นยำ ไม่ต้องเสียเวลามาตรวจซ้ำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
การเตรียมตัวก่อนตรวจภายใน
- เลี่ยงช่วงมีประจำเดือน แนะนำให้มาตรวจหลังจากที่ประจำเดือนหมดสนิทแล้วประมาณ 1 สัปดาห์
- งดสอดยา/สวนล้าง ห้ามงดสวนล้างช่องคลอด หรือใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 2 วัน เพื่อไม่ให้ผลตรวจเชื้อคลาดเคลื่อน
- งดมีเพศสัมพันธ์ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ก่อน
- วันตรวจปัสสาวะให้เรียบร้อย ควรเข้าห้องน้ำปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนขึ้นเตียงขาหยั่งตรวจ
การเตรียมตัวก่อนตรวจอัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่
- ไม่ต้องกลั้นปัสสาวะ (ในกรณีตรวจทางช่องคลอด) ควรปัสสาวะออกให้หมดก่อนตรวจ แต่หากเป็นการตรวจทางหน้าท้องจะต้องดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะไว้
- หลีกเลี่ยงช่วงมีประจำเดือน ควรเลือกตรวจในช่วงที่ไม่มีประจำเดือนเช่นกัน
อาการแบบไหน? ที่แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจร่วมกันทั้ง 2 วิธี
ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการซับซ้อน หรือการตรวจเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ สูตินรีแพทย์อาจแนะนำให้ทำทั้งการตรวจภายในและอัลตราซาวด์มดลูกควบคู่กันไป เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการวางแผนรักษา ตัวอย่างอาการที่มักต้องตรวจทั้งสองอย่าง ได้แก่
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ร่วมกับมีอาการปวดท้องน้อย
- มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ร่วมกับมีตกขาวผิดปกติ
- ผู้ที่เคยตรวจพบว่ามีเนื้องอกมดลูก และอยู่ระหว่างช่วงติดตามผลการรักษา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1:ถ้ายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถตรวจภายในได้ไหม ?
ตอบ: สามารถตรวจได้ หากคนไข้มีอาการผิดปกติรุนแรง แพทย์จะเลือกใช้เครื่องมือขนาดเล็กพิเศษเพื่อลดความเจ็บ หรืออาจพิจารณาปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีการตรวจอัลตราซาวด์ทางหน้าท้องแทนตามความเหมาะสม
2:การตรวจภายในเจ็บมากไหม และใช้เวลานานเท่าไหร่ ?
ตอบ: การตรวจภายในไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ระหว่างตรวจอาจรู้สึกตึง ๆ หรือหน่วงท้องเล็กน้อยตอนสอดเครื่องมือปากเป็ด (Speculum) เข้าไป ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น หากคนไข้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่เกร็ง ก็จะช่วยลดความเจ็บลงได้มากครับ
3:อัลตราซาวด์ทางช่องคลอดอันตรายไหม ?
ตอบ: ไม่เป็นอันตราย การอัลตราซาวด์ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ไม่ใช่รังสีเอกซ์เรย์ และหัวตรวจที่ใช้มีขนาดเล็กมาก จึงมีความปลอดภัยสูงและให้ภาพมดลูกกับรังไข่ที่ชัดเจนที่สุด
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการผิดปกติทางระบบสืบพันธุ์สตรี ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้องน้อย ตกขาวผิดปกติ หรือปวดประจำเดือน และยังไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ควรเลือกตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์ดี ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลใจไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อเล่าอาการอย่างละเอียด แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดว่าควรตรวจด้วยวิธีใด เพื่อให้ได้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
บทความทางการแพทย์ศูนย์สุขภาพสตรี
